ในภาษาสาสกฤต เรียกช้างเอราวัณว่า ไอราวาต ไอราวณ ภาษาบาลี เรียกว่า เอราวณ ส่วนในภาษาไทยเรียกว่า ไอราพต ไอราวัต ไอราวัณ และเอราวัณ ชื่อต่างๆ ทั้งหมดนี้ มีความหมายถึง น้ำ เมฆฝน รุ้ง แปลรวมว่ากลุ่มก้อนเมฆที่มีฟ้าแลบ และทำให้เกิดฝนตก โดยมีความสอดคล้องที่ว่า พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณท่องเที่ยวไปบนสวรรค์ แล้วทรงโปรยฝนให้ตกลงมายังโลก

บางตำนานก็ว่าพระอีศวรได้ประทานช้างเอราวัณให้เป็นช้างทรงของพระอินทร์ บ้างก็ว่าช้างเอราวัณนั้นเป็นเทพบุตรอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เมื่อพระอินทร์จะเสด็จไปที่ใด เทพบุตรเอราวัณจะแปลงกายเป็นช้างเผือกสีขาว ชื่อว่า เอราวัณ และบ้างก็ว่าช้างที่มาฆมานพ ใช้ในการสร้างศาลาบนมนุษย์โลกนั้น เมื่อตายไปได้ไปเกิดเป็นเทพบุตรเอรัณและคอยเนรมิตกายเป็นช้างทรงของพระอินทร์บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

เอราวัณเป็นช้างที่มีรูปร่างสูงใหญ่เหมือนภูเขา ผิวกายเผือกผ่อง เมื่อเทียบกับภูเขาไกลาส ซึ่งเป็นภูเขาเงิน ภูเขานั้นจะมีสีหมองคล้ำลง เป็นช้างที่มี่พลังมาก เป็นเจ้าแห่งช้างทั้งหลาย ในคัมภีร์มหาภารตะกล่าวว่า "ช้างไอราวตะมีงา 4 งา มี 3 งวง รูปร่างใหญ่มหึมา และเป็นช้างเผือก"

ใน ไตรภูมิพระร่วง ได้พรรณนาถึงความใหญ่โตโอฬารของช้างเอราวัณไว้อย่างละเอียด ดังนี้คือ “และว่ายังมีเทพยดาองค์ 1 ชื่อว่าไอยราวันเทพบุตร ผิแลเมื่อพระอินทร์เจ้าแลมีที่เสด็จไปเหลันแห่งใดๆ ก็ดี แล ธ จะใคร่ขี่ช้างไปเหลัน จิงไอยราวัณ เทพบุตรก็นิฤมิตตัวเป็นช้างเผือกตัว 1 ใหญ่นัก โดยสูงได้1,200,000 วา แลมีหัวได้ 33 หัว ห้วน้อยๆ อยู่สองหัวอยู่สองข้าง นอกหัวทั้งหลายแลว่าหัวใหญ่ได้ 2,000 วา แลหัวถัดไปทั้งสองข้าง แลหัวแล 3,000 วา ถัดนั้นเข้าไปแลหัวแล 4,000 วา ถัดนั้นเข้าไปแลหัวแล 5,000 วา ถัดนั้นเข้าไปแลหัวแล 6,000 วา เร่งเข้าไปเถิงในก็เริงใหญ่ตัดกันเข้าไป

ดังกล่าวนี้แล ส่วนหัวอันใหญ่ที่อยู่ท่ามกลางทั้งหลาย ชื่อ สุทัศ เป็นพระที่นั่งแห่งพระอินทร์โดยกว้างได้ 2,500,000 วาแลฯ เหนือหัวตัวนั้นแลมีแท่นแก้วหนึ่งกว้างได้ 96,000 วา และมีปราสาทกลางแท่นแก้วนั้นมีทั้งสองแก้วฝูงนั้นโดยสูงได้ 8,000 วา ทั้งฝูงนั้นเทียรย่อมแก้ว 7 สิ่ง แลมีพรวนทองคำห้อยย้อยลงทุกแห่งแกว่งไปมา แลมีเสียงไพเราะนักหนาดังเสียงพาทย์พิณในเมืองฟ้า ในปราสาทนั้นเทียรย่อมดัดเพดานผ้าทิย์แลมีแท่นนอนอยู่ในที่นั้นกว้างได้ 8,000 วา แลมีราชอาสน์หาหมอนใหญ่หมอนน้อย หมอนอิง องค์พระอินทร์นั้นสูงได้ 6,000 วา และประดับนี้ด้วยแก้วถนิมอาภรณ์ทั้งหลายแล ธ นั่งเหนือแท่นแก้วนั้น หัวช้างได้ 33 หัวใส้ พระอินทร์ให้เทพยดาทั้งหลายขี่ 22 หัวนั้น มีบุญเพียงประดุจพระอินทร์ใส้ฯ อันว่าหัวช้างทั้ง 33 หัว แลหัวแลหัวมีงา 7 อัน แลงาแลอันยาวได้ 400,000 วา แลงานั้นมีสระได้ 7 สระ สระแลสระนั้นมีบัวได้ 7 กอ กอบัวแลกอนั้นมีดอกแล 7 ดอก ดอกแลอันนั้นมีกลีบ 7 กลีบ กลีบแลอันมีนางฟื้นรำระบำบัพพะแล 7 คน นางแลคนแลคนนั้นมีสาวใช้ได้ 7 คน

กล่าวโดยสรุป ช้างเอราวัณเป็นช้างที่มีขนาดใหญ่มาก ผิวกายสีขาว มีหัว 33 หัว แต่ละหัวมีงาเจ็ดงา แต่ละอันยาวสี่ล้านวา แต่ละงามีสระโบกขรณีเจ็ดสระ แต่ละสระมีกอบัวเจ็ดกอ แต่ละกอมีดอกบัวเจ็ดดอก แต่ละดอกมีกลีบเจ็ดกลีบ แต่ละกลีบมาเทพธิดาฟ้อนรำเจ็ดองค์ แต่ละองค์มีบริวารอีกเจ็ดนาง รวมได้ว่า ช้างเอราวัณ มี 33 หัว มีงา 231 งา มีสระบัว 1,617 สระ มีกอบัว 11,319 กอ มีดอกบัว 79,233 ดอก กลีบบัว 554,631 กลีบ เทพธิดา 3,882,417 องค์ และบริวารของเทพธิดาอีก 27,176,919 นาง

บทบาทและหน้าที่อันสำคัญของช้างเอราวัณ คือ เป็นพาหนะที่นำเสด็จพระอินทร์ไปยังสถานที่ต่างๆ ทั้งบนสวรรค์และมนุษย์โลก เพื่อดูแลทุกข์สุขของชาวโลก เป็นช้างศึกให้พระอินทร์ อกไปทำการรบกับพวกอสูร ทำหน้าที่ดูแลโลกทางด้านตะวันออกควบคู่กับพระอินทร์ และเนื่องจากพระอินทร์ทรงหัวหน้าเทพที่กำกับดูแลดินฟ้าอากาศ มีวัชระสายฟ้าเป็นอาวุธ เป็นศัตรูกับความแห้งแล้ง นำความอุดมสมบูรณ์และความชุ่มฉ่ำสู่โลกมนุษย์ ช้างเอราวัณ จึงมีหน้าที่ดูดน้ำจากโลกขึ้นไปบนสวรรค์ ให้พระอินทร์บันดาลให้เกิดน้ำจากฟ้าตกลงสู่โลกมนุษย์ โดยเฉพาะประเทศทางเอเซีย และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ จึงประทับใจและชื่นชมในตัวช้างเอราวัณที่ทำประโยชน์ให้แก่ชาวโลก

ช้างเอราวัณถือว่าเป็นเจ้าแห่งช้างทั้งปวงในสากลจักรวาล เป็นพาหนะคู่พระทัยของพระอินทร์ ด้วยเหตุนี้ช้างเอราวัณจึงเป็นสัญลักษณ์สำคัญอย่างหนึ่งของพระอินทร์ สัญลักษณ์ของการกระทำดี และสัญลักษณ์ของควมอุดมสมบูรณ์ และเหตุที่ทำเป็นรูปช้างสามเศียรแทน 33 เศรียรนั้น คงเป็นเพราะรูปแบบทางด้านศิลปะน่าจะมีความงดงามลงตัวมากกว่า